เกริ่นกันก่อน
นิยายเรื่องนี้ประพันธ์โดย คุณ คามาจิ คาซึมะ
ซึ่งโด่งดังจากนิยายเรื่อง To aru majutsu no Index และ Railgunมาแล้ว
โดยเรื่องนี้จะเป็นเล่มเดียวจบครับ
 

เบียร์ไม่ได้แปลจากภาษาญี่ปุ่นนะครับ แต่แปลจากภาษาอังกฤษที่เว็บนี้

http://www.baka-tsuki.org/project/index.php?title=The_Circumstances_Leading_to_Waltraute's_Marriage

ขอขอบคุณรูปภาพจากเว็บนี้ด้วย ^^

 
ヴァルトラウテさんの婚活事情  (Waltraute-san no Konkatsu Jijou)
หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า The Circumstances Leading to Waltraute's Marriage

ขอแปลไทยว่า วิวาห์ว้าวุ่นของคุณวอลเทราต์ นะครับ ^^ไปอ่านตอนแรกกันเลยย!!
 

บทที่ 1 แจ็คและต้นถั่วยักษ์กลายเป็นฉากหลังของปกรณัมนอร์ส!?

ตอนที่ 1 


วาลคิรี่ (Valkyrie) ตนหนึ่งได้ลงมายังโลกมนุษย์มิดการ์ด (Midgard)

เธอมีผมสีบลอนด์ยาว และผิวขาวเนียน รูปร่างของเธอดูสูงกว่าผู้หญิงทั่วๆไป แต่ก็มีทรวดทรงอันเพรียวบางกว่าผู้ชาย เป็นความสมดุลที่ไม่สามารถหาบนโลกมนุษย์ได้เลย ความงามของเธอนั้น ไม่ใช่ความงามในแบบที่จะดึงดูดเพศตรงข้ามเข้าหาเธอ แต่กลับเป็นความงามที่ปกคลุมไปด้วยความเยือกเย็นเหมือนดั่งบุปผาที่หยิบยื่นให้ศัตรูที่ถูกสังหารไปแล้ว

รูปร่างของเธอนั้นเหมือนกับหญิงมนุษย์วัยยี่สิบกลางๆ แต่อายุของมนุษย์นั้นไม่สามารถนำไปใช้กับวาลคิรี่ได้ เพราะเธอนั้นต่อสู้มานานแสนนานเกินกว่าจะนับได้

ชุดเกราะที่เธอสวมใส่นั้นเป็นสีเขียวมรกต แต่อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเพียงลักษณะหนึ่งของชุดเกราะเท่านั้น เพราะมันคือชุดเกราะเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะไปได้ตามต้องการ เพื่อให้เข้ากับทุกๆสถานการณ์ได้ แสงออโรร่าที่เห็นในขั้วโลกเหนือนั้นจริงๆแล้วคือแสงที่เปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลาของชุดเกราะวาลคิรี่นั่นเอง

เธอถือสิ่งที่ดูเหมือนหอกสีฟ้าขาวในมือขวา ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นมาจากสายฟ้าทุกๆสายที่ผ่าลงมาจากท้องนภา แค่การเหวี่ยงอาวุธเพียงครั้ง ก็เพียงพอที่จะสังหารศัตรูทุกๆผู้ของโลกสวรรค์ แอสการ์ด (Asgard) ได้แล้ว พวกมันจะถูกทำลายไปไม่เหลือแม้กระทั่งจิตวิญญาณและไม่สามารถไปยังโลกแห่งความตายได้เลย บทลงโทษจากสวรรค์นี้เรียกว่า หอกอสนีบาตแห่งการทำลายล้าง (Spear of Destroying Lightning) และมันก็มีพลังทำลายล้างมากเพียงพอสำหรับชื่อนี้จริงๆ


“จบแล้วหรอ?”


รอบๆตัวเธอมีเพียงแต่เศษหินเศษปูนอยู่เต็มไปหมด

ชื่อของสตรีที่เปล่งประกายอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่แสนมืดมิดนี้ก็คือ วอลเทราต์ (Waltraute)

เธอมีรูปร่างสูง เมื่อเทียบกับหญิงมนุษย์ทั่วไป เธอยืนอยู่ด้วยชัยชนะเหนือทุกๆสิ่งรอบตัวเธอ เธอทำลาย กวาดล้าง และแผดเผาทุกๆสิ่งที่สูงกว่าเธอในบริเวณนั้นไปเรียบร้อยแล้ว

คงไม่มีใครจินตนาการไว้ว่าวิหารจอมปลอมที่ตกแต่งอย่างงดงามไปด้วยทองและหินอ่อนที่เคยตั้งอยู่ตรงนั้นก่อนหน้านี้ไม่นาน จะเหลือเพียงแต่เศษซากธุลีสีดำ ดำสนิทไปหมด เครื่องตกแต่งสีฉูดฉาดได้พังทลายไปหมดสิ้น และสิ่งที่เหลือก็กลายเป็นสีดำทมิฬ เหมือนเป็นดั่งเครื่องยืนยันความผิดบาปของพวกมันเอง


เหล่าคนบาป

พวกนอกรีต


เหล่ากบฏที่เสพสมพวกยักษ์เพื่อตั้งใจสร้างสัตว์ปีศาจขึ้นมา และใช้ลูกหลานของพวกเขาเป็นทาส ได้ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น บุคคลเหล่านี้ได้ทำบาปไว้ 3 ประการด้วยกัน ความรักข้ามสายพันธุ์นั้น ไม่ถือเป็นบาป แต่การเสพสมกับเหล่ายักษ์เพื่อความละโมบของตนเอง ถือเป็นบาป และอย่างที่สองก็คือการใช้ลูกหลานเป็นเครื่องมือ ถึงแม้จะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งยักษ์ก็ตามแต่ การนำใครก็ตามที่มีจิตวิญญาณของมนุษย์มาใช้เป็นเครื่องมือ ถือเป็นบาป และสุดท้าย คือการที่พวกเขาใช้ลูกๆของตัวเองเสพสมกับเหล่ายักษ์แทนที่จะใช้ตนเอง ถือเป็นบาป และจำเป็นต้องถูกตัดสินด้วยการลงโทษขั้นรุนแรงที่สุด


...เอาจริงๆแล้ว โอดิน (Odin) แค่สั่งให้วอลเทราต์มาคัดแยกดวงวิญญาณของเหล่าเด็กๆที่ตายอย่างไม่สงบ และนำทางแต่ผู้ที่จำเป็นขึ้นไปสู่วาลฮัลลา (Valhalla) หอแห่งเกียรติยศบนโลกสวรรค์เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เธอออกแรงมากเกินกว่าที่ควรไปหน่อย

แต่ต้องขอบคุณที่ทุกๆอย่างนั้นจบลงก่อนที่ภัยพิบัติอันใหญ่โตจะเกิดขึ้น และเจ้าของดวงวิญญาณทุกๆดวงที่เธอต้องนำทางนั้นยังมีชีวิตรอดอยู่

นี่คงเป็นเหตุผลที่วาลคิรี่ไม่ได้อยู่เหนือทุกๆอย่าง ถึงแม้พวกเธอจะแข็งแกร่งที่สุดในเรื่องของพละกำลังก็ตาม


วอลเทราต์มองขึ้นไปบนฟ้า โดยไม่เหลียวมองผู้รอดชีวิตที่ห้อยหัวอยู่เลย และพูดกับใครสักคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น

“รายงานค่ะ สถานการณ์ 3469 ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ดิฉันคิดว่ากษัตริย์ผู้ครองบัลลงก์คงทรงกริ้วอีกแล้ว แต่ดิฉันก็คิดว่าองค์ราชินีแห่งโลกความตายก็กำลังกัดพระทนต์ที่พลาดวิญญาณไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ไปเช่นกัน พอคิดอย่างนี้แล้ว ก็ถือว่าเสมอกันแล้วกันนะคะ”


เหล่ามนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในมิดการ์ดนั้นคงไม่เข้าสิ่งที่เหล่าเทพเจ้าพูด เพราะเหล่าเทพเจ้าตั้งใจที่จะไม่ให้มนุษย์เข้าใจอะไรมากกว่าที่ควร

“รับทราบค่ะ ดิฉันได้รับอนุญาตให้กลับสู่สวรรค์แล้ว กรุณาบอกเทพเฮมดัล (Heimdallr) ให้นำทางดิฉันด้วยนะคะ”


เมื่อเธอพูดจบ ลำแสงส่องสว่างก็พุ่งลงมาผ่านเมฆสีมืดเหนือหัวของเธอ มันพุ่งตรงลงมายังที่เธออยู่ เมื่อสิ้นแสงลง ก็มีม้าสีขาวขนาดยักษ์ก็ยืนอยู่ข้างเธอ วอลเทราต์ปีนขึ้นไปบนม้า และผมของเธอก็ลอยขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติ เมื่อแรงโน้มถ่วงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจนถึงร่างกายของม้ายักษ์ตัวนั้นแล้ว ร่างของวอลเทราต์ก็จะถูกแบ่งเป็นชิ้นส่วนชั่วคราว และจะจากโลกมนุษย์มิดการ์ดไปโดย่เอาชนะข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวของอากาศไปจนหมดสิ้น


แต่ทว่า...


เกิดข้อผิดพลาดในระหว่างการเดินทางกลับของเธอ


เด็กหนุ่มคนหนึ่งเกาะขาขวาของวอลเทราต์ไว้ในขณะที่เธอนั่งอยู่บนม้าสีขาว

“ผู้รอดชีวิตงั้นเหรอ?” วาลคิรี่พูดด้วยแววตาไร้อารมณ์ “เจ้าอยากจะมุ่งไปยังวาลฮัลลา เพื่อพบเจอกับการต่อสู้บนโลกสวรรค์งั้นหรือ? อย่าใจร้อนไปเลย หากเจ้ายังมีจิตวิญญาณที่กล้าหาญเช่นนี้อยู่ เวลานั้นจะต้องมาถึงแน่นอน”

“สวยจัง”

คำพูดที่ไร้บริบทใดๆถูกพูดออกมาพร้อมเสียงแหบๆ


เขาจ้องมองผมสีทองของวอลเทราต์ที่สะท้อนแสงบนตัวของเธอ

“ขอผมจับหน่อยได้ไหม?”

วอลเทราต์เงียบ

วาลคิรี่มีหน้าที่เพียงหนึ่งเดียวบนโลกมนุษย์มิดการ์ดแห่งนี้ มันควรจะมีแค่นั้น จากประสบการณ์ เธอรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีสถานการณ์แปลกๆแบบนี้เกิดขึ้นบ้าง

หรือพูดง่ายๆ

บางครั้ง มนุษย์ก็ตกหลุมรักวาลคิรี่


“ข้าขอโทษนะ แต่ข้าให้เจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก” เธอตอบด้วยเสียงเย็นชา

แต่เด็กหนุ่มดูเหมือนจะไม่เข้าใจสถานการณ์เลย

“ทำไมล่ะครับ?”

“เราใช้ชีวิตกันอยู่คนละโลก ต้นไม้แห่งโลก อิกดราซิล (Yggdrasil) ได้แบ่งโลกนี้เป็น 9 โลกด้วยกัน การข้ามเขตแดนของโลกนี้สามารถข้ามผ่านไปได้เพียงเพื่อการต่อสู้เท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่ข้ามายังมิดการ์ดนี้ได้ การข้ามเขตแดนโดยไร้เหตุผลจะก่อให้เกิดเพียงการต่อสู้เท่านั้น”

“อ๋อออ” เด็กหนุ่มอ้าปากหวอ และก็ไม่แน่ใจนักว่าอะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้ประทับใจ

“แปลว่าคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้สินะ?”

“ไม่ได้หมายความว่าข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ แต่ไม่มีเหตุผลจะต้องอยู่นี่นา”

“อืม....”

“?”

“ผมยอมรับไม่ได้ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาพูดแบบนั้นเสียหน่อย”

“หือ?” วอลเทราต์สับสน


เธอไม่เข้าใจถึงความบอบบางของความรักมนุษย์ เธอจึงเลือกวิธีที่ประสบการณ์ของเธอสอนเธอมา ซึ่งเป็นทางเลือกที่เร็วที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้

เธอถือหอกอสนีบาตแห่งการทำลายล้างไว้ในมือขวา

เธอตั้งใจจะทำให้ประกายไฟฟ้าลอยออกมาพร้อมส่งเสียงดังเพื่อขู่

“ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม และไม่ว่าจะพูดอย่างไร วาลคิรี่มีอำนาจตัดสินว่าคนที่ขวางทางของเธอคือปีศาจร้าย จงระวังให้ดี ผู้ที่ขวางทางข้าจะต้องมีชะตากรรมที่ถูกกำจัดตรงหน้าข้าเสีย”


“หืม? หืมมม? งั้นหมายความว่า ถ้าผมเอาชนะคุณได้ คุณจะยอมทำทุกๆอย่างที่ผมขอใช่ไหม?”

“เฮ้ย?! เดี๋ยวก่อนสิ!! อะไรมันทำให้นายคิดเองเออเองไปแบบนั้นได้น่ะ!? ฉันแค่บอกว่าคนที่มาขวางทางฉันจะต้องศพไม่สวยเท่านั้นเองนะ!!”

“เข้าใจล่ะ... แปลว่าผมแต่งงานกับคุณได้สินะ”

“นี่นายคิดเองเออเองเลยนะว่านายจะชนะ!! อะแฮ่ม.. เจ้าดวงวิญญาณที่เกิดขึ้นมาบนโลกมนุษย์มิดการ์ด เจ้าเชื่อจริงๆหรือว่าแสงอันเปราะบางของเจ้าจะเพียงพอที่จะต่อกรกับวอลเทราต์คนนี้ น้องลำดับที่สี่จากวาลคิรี่ทั้งเก้าได้?”


“มาสู้กันเถอะ!! มาสู้กัน!! วอลเทราต์ บอกกติกาในการแข่งผมมาเลย!!”

“ให้ตายสิ! ฉันเผลอพูดชื่อตัวเองออกไปจนได้?!”

แต่วอลเทราต์ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดจะเริ่มด้วยการแข่งขันด้วยพละกำลังกับเด็กหนุ่มแห่งมิดการ์ดนี้ เพราะเธอคงจะทำลายเขาจนไม่เหลือชิ้นดี

(โอเค ฉันรู้ละ ฉันจะให้มนุษย์คนนี้เจอกับการท้าประลองที่แทบไม่มีทางเอาชนะได้เลยดีกว่า)

นั่นคงเป็นรูปแบบมาตรฐานของนางฟ้าและเจ้าหญิงจากทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันเลยสินะ


วอลเทราต์กระแอมและพูดออกมา “ข้าขอท้าประลองให้เจ้าไต่ต้นไม้แห่งโลก อิกดราซิลด้วยพละกำลังของตัวเอง เมื่อเจ้าไปเยือนโลกสวรรค์แอสการ์ดแล้ว ข้าจะรับคำขอแต่งงานของเจ้า”

(ไม่มีทางที่เขาจะทำได้แน่ๆ ขนาดวาลคิรี่อย่างฉันยังทำไม่ได้เลย ดวงวิญญาณแห่งมิดการ์ดก็คงจะหมดกำลังใจเมื่อได้เจอกับความยิ่งใหญ่ของต้นอิกดราซิลจนไม่กล้าแตะต้องแน่ๆ)


“...เอิ่ม... ‘ไต่’ แปลว่าอะไรหรอ?”

“มันแปลว่าปีนไงล่ะยะ! และก็ใช้ในเวลาปีนเขาหรือหน้าผา!!! ฉันกำลังบอกให้นายไปปีนต้นไม้ยักษ์นั่นด้วยสองมือของนายเองยังไงล่ะ!”

“เห?!!”

“ใช่แล้ว เป็นไงล่ะ? ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? เป็นไปไม่ได้เลยสินะ ใช่มะ? ยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้ และไปเสพสมกับมนุษย์ผู้หญิงเหมือนอย่างมนุษย์ผู้ชายทั่วๆไปเถอะ เพื่อนสมัยเด็กนี่เป็นตัวเลือกที่สุดยอดไปเลยนะ ฉันไปล่ะ”

“ที่ต้องทำก็แค่ปีนต้นไม้ แล้วก็จะได้แต่งงานกับวาลคิรี่งั้นหรอ! ผ-ผมต้องไปบอกทุกๆคนเสียแล้ว!!”

“เฮ้ยเดี๋ยว!! นี่มันไม่ใช่ประเพณีของเผ่าพันธุ์ฉันนะ! นี่เป็นแค่การแข่งขันระหว่างเราสองคนเท่านั้น!! ถ้ามนุษย์จำนวนมากพยายามจะปีนต้นอิกดราซิล ท่านโอดินคงคิดว่าเป็นพวกกบฏแน่ๆ!!”

“งั้นผมจะปีน! หากผมปีนต้นอิกดราซิล ผมจะได้แต่งงานกับคุณใช่ไหม!? คุณเป็นคนพูดเองนะ วอลเทราต์!!”

“ชิ”


ดูเหมือนเด็กหนุ่มตั้งใจจะรับคำท้านี้จริงๆสินะ แต่วอลเทราต์ก็คงไม่เอาจริงกับการท้าประลองนี้ไม่ได้เสียแล้ว เพราะมันเป็นการประลองที่ตัดสินผู้แพ้ผู้ชนะเชียวล่ะ

วาลคิรี่คือสมาชิกของเหล่าเทพที่ต้องจัดการกับเรื่องการต่อสู้ และพวกเธอเป็นเหมือนผู้ดูแลการประลองที่แสนเข้มงวดบนโลกมนุษย์มิดการ์ด

ผู้ที่มีอำนาจการตัดสินจากต้นอิกดราซิลนั้นค่อนข้างคลุมเครือ แต่การแข่งขันนี้เกิดขึ้นบนโลกมิดการ์ด เธอจึต้องเข้มงวดเสียหน่อย

แล้วก็...

หากการประลองนี้เป็นสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้คิดขึ้นมา วอลเทราต์คงปฏิเสธการเข้าร่วมไปได้ง่ายๆเลย แต่ทว่า วอลเทราต์เป็นคนสร้างการประลองนี้เอง และเด็กหนุ่มก็รับคำท้าเสียแล้ว นั่นหมายความว่า การประลองนี้ถือว่าเป็นทางการตั้งแต่ที่เด็กหนุ่มตอบรับ วอลเทราต์ก็ถอยไม่ได้แล้วเช่นกัน


“ก..ก็ได้ ฉันยอมรับคำท้า แต่ดวงวิญญาณแห่งมิดการ์ดไม่มีทางไต่ต้นไม้แห่งโลก อิกดราซิลได้หรอก”

“ผมทำได้”

“โลกสวรรค์แอสการ์ดนั้นอยู่เหนือเมฆขึ้นไปอีกนะ หากเจ้าหมดแรงระหว่างที่ปีนขึ้นไป และร่วงหล่นลงมา จะมีเพียงแต่ความตายรอเจ้าอยู่ เจ้ายังจะทำต่อไปหรือไม่?”

“ผมต้องทำได้”

ถึงแม้จะอยู่ภายใต้การจ้องมองอันเยือกเย็นของวอลเทราต์ที่ทำให้พวกนอกรีต หรือแม้แต่ยักษ์กับมังกรยังต้องสั่นไปด้วยความกลัว แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับแสดงท่าทางที่เป็นปฏิปักษ์เสียมากกว่า

(นั่นมันนัยน์ตาของนักรบนี่นา)


แต่ในทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็ยิ้มกว้าง แกว่งแขนเป็นวงกลมแล้วพูดว่า “โอเค ผมจะปีนขึ้นไปก่อนที่คุณจะรู้ตัวเอง! พอผมพร้อมเมื่อไหร่ ก็จะไปยังอิกดราซิลทันที คุณไปรอที่แอสการ์ดเลยนะ!! นั่นถือเป็นกฏอีกข้อหนึ่ง!!”

“เดี๋ยวสิ” วอลเทราต์พูดจากบนหลังม้าสีขาว “ทำไมเจ้าอยากจะแต่งงานกับข้านัก?”

“หืม?” เด็กหนุ่มแทบจะตอบมาในทันที “เพราะคุณน่ะ สวยมากๆเลยนะ”

“....”

“วอลเทราต์ ผมจะปีนต้นอิกดราซิลให้ได้ และเราจะแต่งงานกันเมื่อผมปีนขึ้นไปถึงนะ!!”


เมื่อวอลเทราต์กลับขึ้นไปยังโลกสวรรค์แอสการ์ด เฮมดัล เทพอารักษ์ก็ถามคำถามเธอ

“ทำไมเจ้าถึงไม่ปฏิเสธไปล่ะ?”

วาลคิรี่ที่ปกติจะไร้อารมณ์ แต่ตอนนี้แก้มของวอลเทราต์กลับเป็นสีแดงระเรื่อ และเธอก็เบือนสายตาหนีไปทันทีที่เขาถามคำถามนี้มา

“ก-ก็การแข่งขันถูกสร้างขึ้นมาแล้วนี่นา แล้วข้าจะไปปฏิเสธเขาได้ยังไงล่ะ!!”

เฮมดัลสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่กลับมายังแอสการ์ดตั้งแต่ตอนแรก แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น วอลเทราต์ก็หันหน้าหนีไปอีกครั้งและเธอก็พูดต่อ

“ช-ใช่แล้ว เพราะเป็นการแข่งขันยังไงล่ะ ข้าจึงไม่มีทางเลือก!! ข้าเป็นผู้ดูแลการแข่งขันที่ต้องเข้มงวดนี่นา!! มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นะ ฉันต้องทำให้มันจบเมื่อมันเริ่มมาแล้ว!!”

“เดี๋ยวสิ อย่าบอกนะว่าเจ้าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเด็กมนุษย์คนนั้นบอกว่าเจ้าน่ะสวย และบอกว่าจะแต่งงานกับเจ้าหลังจากที่เขาปีน.... เฮ้ย!! เฮ้ย!!!”


“อธิบายได้ไหมว่าส่วนไหนของฉันที่ทำให้นายเชื่ออย่างนั้น? และช่วยอธิบายได้มั้ยว่าทำไมถึงยิ้มแบบนั้น?”

“กำแพงล่องหนที่หนาเหมือนคอนกรีตนี้คือออร่าแห่งการข่มขู่ของเธอเหรอเนี่ย!? ไม่ เดี่ยวก่อนสิ! เข้าใจแล้วๆ! อย่าพึ่งเอาหอกอสนีบาตแห่งการทำลายล้างออกมานะ! เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อนนนน!!”

เฮมดัลสั่นไปด้วยความกลัวเมื่อต้่องพบกับพลังทำลายล้างอันมหาศาลที่เอาไว้ปกปิดความอายของวอลเทราต์

ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกมา ความรู้สึกที่แท้จริงของเธอมันก็แสดงออกมาบนหน้าของเธอหมดนั่นแหละ

เกือบทุกๆคนนั้นกลัวเธอเกินกว่าที่จะกล้าลอง แต่วอลเทราต์กลับแพ้คนที่กล้าหาญในขณะที่ต้องพูดคุยกับเธอน่ะ

Comment

Comment:

Tweet